Blog

12 สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น
18/12/2019 by admin - Leave a Comment

วัฒนธรรมญี่ปุ่นบางเรื่องคุณรู้แล้วอาจจะต้องประหลาดใจ หรือคาดไม่ถึงแน่ๆ วันนี้เราเลยรวบรวมความรู้ใหม่ๆ มาแบ่งปันทุกคนอีกแล้วครับ
.
แม้จะเป็นเวลากว่า 150 ปีมาแล้วที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับวัฒนธรรมและเป็นที่รู้จักของโลกตะวันตก แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่เป็นปริศนาสำหรับคนทั่วไป อย่างเช่น 12 เรื่องต่อไปนี้ ที่อาจเป็นเรื่องที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมาก่อน ไปดูกันเลยครับ

.

 

1.โอะมิยะเกะไม่ใช่ของที่ระลึกไว้เตือนความทรงจำ
.
คำว่า “โอะมิยะเกะ” มักแปลกันว่า “ของที่ระลึก” อันที่จริงแล้ว โอะมิยะเกะ มีความลึกซึ้งกว่านั้น คือของที่ระลึกหรือ “souvenir” ในภาษาอังกฤษ มักหมายถึงสิ่งของที่ซื้อให้ตัวเองเพื่อเป็นเครื่องเตือนความทรงจำว่าเคยมาสถานที่นั้นๆ แล้ว แต่ความหมายของโอะมิยะเกะคือสิ่งที่เราซื้อไปฝากเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานหลังจบทริป ซึ่งโอะมิยะเกะส่วนใหญ่จะเป็นของกินที่มีอยู่เฉพาะท้องถิ่นนั้นๆ ใส่ในบรรจุภัณฑ์สวยงามโดยมักแยกเป็นชิ้นๆ และแต่ละชิ้นก็มีหีบห่อเฉพาะตัวอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้แจกจ่ายหรือแบ่งปันกันได้ง่าย และการนำของฝากไปให้เพื่อนๆ นี้ สำหรับโลกตะวันตกอาจจะเห็นว่าเป็นการกระทำที่แสดงน้ำใจไมตรี แต่ในญี่ปุ่นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและสิ่งสมควรครับ

 

 

2.คริสต์มาสเป็นช่วงวันหยุดที่โรแมนติก
.
อีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยตื่นเต้น และรอคอยที่จะได้เฉลิมฉลองกัน คือ เทศกาลคริสต์มาส เป็นเทศกาลที่ทำให้เดือนธันวาคมคึกครื้นและเต็มไปด้วยสีสัน เพราะมีการประดับตกแต่งไฟตามถนน,ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ นักท่องเที่ยวจึงชอบช่วงนี้เป็นพิเศษ
.
แต่คนคนญี่ปุ่นเองก็มักเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสต์อีฟมากๆ เพราะคืนคริสต์มาสต์อีฟถือกันว่าเป็นคืนสำหรับการออกเดต แบบเดียวกับวันวาเลนไทน์ ที่คู่รักจะนัดกันไปทานอาหารค่ำหรูๆและแลกเปลี่ยนของขวัญโรแมนติกๆกัน

 

 

3.ข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆ ว่าที่ใดต้องถอดรองเท้าหรือไม่
.
คุณคงพอทราบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แสดงถึงความสุภาพเมื่อเราเข้าบ้านคนอื่น แล้วต้องถอดรองเท้า แต่ในประเทศญี่ปุ่น บางครั้งก็ยากที่จะรู้ว่าต้องถอดรองเท้าในสถานที่อื่นๆ ด้วยหรือไม่ เช่น วัด ศาลเจ้า หรือภัตตาคารต่างๆ โชคดีที่เราพอมีข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะช่วยคุณได้ เช่น ถ้าสถานที่นั้นๆ มีรองเท้าแตะสำหรับเดินในอาคารวางเรียงไว้ตรงทางเข้า แปลว่าคุณควรถอดรองเท้าและสวมรองเท้าแตะแทน หรือถ้าตรงทางเข้ามียกพื้น ก็แปลว่าผู้มาเยือนควรถอดรองเท้าไว้บริเวณประตูก่อนจะก้าวเข้าไปในส่วนที่ยกพื้นนั้น

 

 

4.ผู้หญิงญี่ปุ่นเคยนิยมทาฟันเป็นสีดำ
.
เป็นเวลานับศตวรรษทีเดียวที่การทาสีฟันให้เป็นสีดำ โอะฮะกุโระ เป็นที่นิยมกันทั่วไปในหมู่ผู้หญิงญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่แต่งงานแล้วหรือเกอิชา เหตุผลหนึ่งคือเพื่อความสวยงาม และเชื่อกันว่าเป็นการป้องกันฟันผุและปัญหาเหงือกฟันอื่นๆ โดยผู้หญิงสมัยก่อนจะทาสิ่งต่างๆ บนฟัน เช่นส่วนผสมขี้ผึ้งหรือหมึกเพื่อรักษาสีฟันให้ดูดำสวย แต่การทาสีฟันดังกล่าวถูกห้ามในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพราะเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยและทำให้เข้ากับความเป็นสากลมากขึ้น

 

 

5.การดื่มน้ำหรือรับทานอาหารระหว่างเดินเรื่องที่ไม่ควรทำ
.
เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมไทยเราเลยครับ เพราะการทานอาหารไปด้วยเดินไปด้วยอาจทำให้อาหารติดคอ ส่งผลต่อสุขภาพได้ และป้องกันอาหารหกหล่นใส่พื้นเลอะเทอะ หากเป็นอาหาร Street Food คนญี่ปุ่นจึงมักจะยืนทานหรือนั่งทาน ให้เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินต่อ

 

 

6.เบสบอลคือกีฬายอดฮิต
.
ซูโม่เป็นกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่น เป็นภาพจำที่คนจำนวนมากจะนึกถึงเมื่อพูดถึงแดนอาทิตย์อุทัยนี้ แต่ที่จริงแล้ว กีฬายอดฮิตที่เล่นกันทั่วไป และมีผู้ติดตามมากที่สุดกลับเป็นเบสบอล กีฬานี้เข้ามาในญี่ปุ่นช่วงสมัยเมจิและได้รับความนิยมอย่างสูงนับตั้งแต่อเมริกันชนจำนวนมากย้ายถิ้นฐานหรือมาเยือนญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมีลีกส์เบสบอลอาชีพอยู่  2 ลีกส์ แต่มีทีมและการแข่งขันย่อยๆ อยู่มากมายตามโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ความโดดเด่นของกีฬาเบสบอลในญี่ปุ่นอยู่ที่กองเชียร์ผู้แสนกระตือรือร้น และมีการจัดการที่ดี ผู้ชมจำนวนมากจะมาร่วมกันเปล่งเสียงร้องเพลงเชียร์ปลุกใจให้ฮึกเหิมและมีกิจกรรมต่างๆ ตลอดเกมการแข่งขัน

 

 

7.ท่าทางการใช้ตะเกียบก็มีความหมาย
.
เมื่อใช้ตะเกียบกินอาหารในญี่ปุ่น ห้ามพักตะเกียบด้วยการปักคาไว้ในอาหาร เพราะการทำเช่นนั้นจะคล้ายกับสิ่งที่ปฏิบัติกันในงานศพและจะถือว่าเป็นลางร้าย ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ จึงห้ามไม่ให้ส่งและรับอาหารให้แก่กันด้วยตะเกียบ ถ้าคุณต้องการแบ่งอาหารให้ผู้อื่น ให้ใช้ตะเกียบคีบไปวางที่จานของผู้รับแทน

 

 

8.การกินเนื้อม้าเป็นเรื่องปกติ
.
คนญี่ปุ่นกินเนื้อม้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แล้ว แต่ความนิยมนำเนื้อมามาปรุงอาหารเพิ่งจะเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960 สมัยที่บทบาทของม้าในฐานะสัตว์พาหนะและเพื่อการเกษตรลดลงอย่างยิ่ง เนื้อม้าดิบที่เรียกว่า “บาซาชิ” เป็นเมนูที่เสิร์ฟกันตามภัตตาคารต่างๆ มักกินคู่กันกับขิงบดและโชยุหวาน อาหารจานนี้เรียกกันเล่นๆว่า ซากุระนิขุ แปลว่า เนื้อซากุระ ด้วยความที่มันมีสีชมพูอ่อนๆ นั่นเอง

 

 

9.แรกเริ่มเดิมที เกอิชา เป็นผู้ชาย
.
ความหมายที่แท้จริงของคำว่าเกอิชาคือ “ผู้ชำนาญด้านศิลปะ” และเกอิชากลุ่มแรกๆ ของญี่ปุ่นก็เป็นผู้ชายที่มีหน้าที่แนะนำขุนนางศักดินาต่างๆ รวมไปถึงสร้างความบันเทิงด้วยศิลปะการแสดงที่ถ่ายทอดเรื่องราวหลากหลาย เกอิชาหญิงเริ่มเข้ามามีบทบาทช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อนนะ เกอิชา ซึ่งแปลว่าศิลปินหญิง 25 ปีต่อมาเกอิชาหญิงเป็นที่นิยมขึ้นอย่างมาก จนท้ายที่สุดก็มีจำนวนมากกว่าชาย และก็ยังคงความนิยมจนปัจจุบัน

 

 

10.ใครๆ ก็รินเครื่องดื่มให้กัน
.
เมื่อมาดื่มร่วมกันเป็นกลุ่ม ร่วมโต๊ะร่ำสุราสาเกขวดเดียวกัน การรินเติมเครื่องดื่มให้กันและกัน แทนที่จะรินแก้วใครแก้วมัน ก็เป็นเรื่องสุภาพควรทำ ถ้าคุณได้ร่วมโต๊ะดื่มสุรากันในญี่ปุ่น ให้รอให้ผู้อื่นเติมเหล้าในแก้วของคุณ ขณะเดียวกันก็มองแก้วของคนอื่นๆ และคอยรินให้กันอย่าให้แก้วว่าง ถ้าคุณเกิดไม่อยากดื่มเพิ่มอีกแล้ว ก็ให้รักษาสภาพเครื่องดื่มให้เต็มแก้วเสมอก็พอ

 

 

11.การชื่นชมบอนไซก็มีวิธีการที่พึงทำด้วยนะ
.
หลายคนอาจพอรู้อยู่แล้วว่าบอนไซคือไม้แคระที่ถูกดัดและจัดวางในกระถางอย่างสวยงามมีศิลปะ เจ้าต้นไม้เล็กๆ ได้รับการออกแบบรูปทรงและดัดอย่างวิจิตรเพื่อความเพลิดเพลินเจริญหูเจริญตา ขณะเดียวกันก็จำลองสภาพที่ต้นไม้ควรจะเป็นในธรรมชาติด้วย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังจากพินิจดูภาพรวมของบอนไซแล้ว ผู้ชมควรต้องลดระดับสายตาลงให้อยู่ในระดับเดียวกับต้นไม้ แล้วลองนึกภาพตัวเองว่าเป็นคนตัวเล็กๆ ที่กำลังมองไปที่ต้นไม้ เพื่อให้สามารถจินตนาการได้ว่าต้นไม้นั้นจะดูอย่างไรในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ

 

 

12.การกินเสียงดังคือคำชม
.
ประเทศที่เคร่งครัดมารยาทอย่างญี่ปุ่น ก็มีธรรมเนียมที่ทำให้ชาติตะวันตกอึ้งไปเลยเหมือนกัน หนึ่งในนั้นก็คือ การทานก๋วยเตี๋ยวบะหมี่พร้อมซดน้ำซุปเสียงดัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่ยอมรับได้ แต่ถึงขั้นสมควรทำด้วยซ้ำ เพราะการทำเช่นนั้นถือกันว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าอาหารนั้นอร่อยเลิศ เป็นคำชมเชยแก่เชฟผู้ปรุงอาหาร และการกินเร็วซดดังๆ ก็ช่วยให้กินบะหมี่ขณะที่กำลังร้อนๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งว่ากันว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะดื่มด่ำกับรสชาติ ทั้งยังช่วยลดความเลอะเทอะจากน้ำซุปที่อาจกระเด็นมาเปรอะเสื้อผ้าอีกด้วย

.

 

Give More With Sushi Moment

Back to Blog