Blog

14 วิธีฉลองปีใหม่แบบญี่ปุ่น
30/12/2018 by admin - Leave a Comment

เมื่อพูดถึงช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่เป็นเทศกาลที่เรียกได้ว่าทุกคนต่างตั้งตารอพบกันบรรยากาศความสุขเต็มไปด้วยสนุกสนานและการสังสรรค์ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทศกาลปีใหม่ หรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า “โชงัตสึ”เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดในญี่ปุ่นเช่นกัน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคมจนถึงวันที่ 3 มกราคม โรงเรียนและกิจการส่วนใหญ่จะหยุดทำการชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้ช่วงเวลาสุดพิเศษอย่างเต็มที่กับครอบครัวและเพื่อนฝูงเพื่อรอต้อนรับปีใหม่กันอย่างคึกคัก แต่ละประเทศก็จะมีประเพณีการเฉลิมฉลองที่น่าสนใจแตกต่างกันไป งั้นเราลองมาดูกันดีกว่าว่า 14 วิธีฉลองปีใหม่แบบญี่ปุ่นแท้ๆเค้าทำอะไรกันบ้างครับ 

 

 

1. สร้างบรรยากาศด้วยของประดับ
กลางเดือนธันวาคมช่วงวันที่  26 -28 ธันวาคมและ 30 ธันวาคม 60
ประเทศญี่ปุ่นจะสว่างไสวด้วยดวงไฟและสิ่งตกแต่งสไตล์คริสต์มาสจนถึงวันที่ 25 แต่ทันทีที่วันที่ 26 เริ่มต้นขึ้นของประดับประจำเทศกาลคริสต์มาสจะถูกปลดออกแล้วแทนที่
ด้วยเครื่องตกแต่งรับปีใหม่ หนึ่งในนั้นคือขนมพื้นเมืองชื่อ ‘คากามิโมจิ’ ทำจากขนมโมจิสองก้อนซ้อนกัน ตกแต่งด้านบนด้วยส้มไดอิ อิ หรือจะเป็น ‘คาโดะมัตสึ’’ 
หรือกระถางกระบอกไม้ไผ่ตกแต่งด้วยใบสนอย่างสวยงามวางไว้เป็นคู่หน้าทางเข้าเพื่อต้อนรับดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่จะกลับบ้านช่วงปีใหม่ อีกอย่างที่นิยมกันคือ ‘ชิเมะนะวะ’ 
หรือสิ่งประดับทำจากเชือกเส้นใหญ่แขวนไว้หน้าประตูทางเข้าเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายต่างๆ  อีกสิ่งที่พบบ่อยคือของประดับประจำปีนักษัตรที่กำลังจะมาถึง สำหรับปี 2018 
คือปีจอหรือปีหมา ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณจะพบของกระจุกกระจิกลายน้องหมาสำหรับตกแต่งวางขายทั่วไปช่วงนี้
 


2. ทำโมจิปีใหม่ต้นตำรับจากญี่ปุ่น
โมจิขนมต้นตำรับจากญี่ปุ่นนี้นับเป็นพระเอกของอาหารและของตกแต่งประจำเทศกาลปีใหม่เลยทีเดียว การทำโมจิแบบดั้งเดิมนั้นต้องใช้แรงคนมหาศาล ปัจจุบันจึงนิยมใช้เครื่องจักรทุ่นแรง
ในการผลิตมากกว่า แต่โมจิสำหรับช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ต้องใช้วิธีทำแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า’โมชิสึกิ’ เท่านั้น วิธีการคร่าวๆก็คือนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำค้างคืนแล้วนำมานึ่งในถังไม้
ขนาดใหญ่จนสุกเหนียวได้ที่ จากนั้นนำมาทุบให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนนำมาทำเป็นรูปทรงต่างๆพร้อมรับประทาน  ชาวญี่ปุ่นจะตระเตรียมโมจิจำนวนมากหลายวันล่วงหน้าจนถึงคืนวันสุกดิบ
ก่อนสิ้นปี โมจิช่วงปีใหม่มักทำเป็น คากามิโมจิ คือขนมโมจิที่นำมาวางซ้อนกัน 2 ชั้น มีรูปร่างคล้ายกระจกกลม ประดับด้วยวัสดุธรรมชาติ และจะวางไว้ตรงกลางของโทโคโนมะ 
(ช่องว่างที่ยกพื้นสูงในห้องแบบญี่ปุ่น) ซึ่งใช้เป็นของตกแต่งได้ด้วย หรือนำโมจิต้มในน้ำซุปเป็นอาหารเรียกว่า’โอะโซะนิ’

 

 

3. ทาน’โทะชิโกะชิ’ ให้หมดในวันสิ้นปี
โทะชิโกะชิแปลตรงตัวว่าโซบะ’ข้ามปี’ ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานเป็นมื้อสุดท้ายก่อนสิ้นปี เพราะทั้งเหมาะกับสถานการณ์และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากผู้คนต่างใช้เวลาและแรงงาน
มากมายเตรียมการรับปีใหม่ การได้รับประทานโซบะ ซึ่งเป็นอาหารง่ายๆจากข้าวสาลีก็ดูจะช่วยเพิ่มพลังได้ดี แถมโซบะยังมีความหมายแฝงที่เป็นมงคลด้วย หลักๆคือเชื่อกันว่าความยาวของ
เส้นโซบะสื่อถึงความมีอายุยืน และมีอีกความเชื่อที่ว่าถ้าคุณรับประทานโซบะไม่หมดก่อนถึงเวลาสิ้นปีคุณจะโชคร้าย
 


4. ตีระฆังปีใหม่ที่วัด
พิธีกรรมเกี่ยวกับวันปีใหม่ของญี่ปุ่นมักเกี่ยวข้องกับการชำระล้าง หรือการทำใจให้บริสุทธิ์ พิธี’โจยะ โนะ คะเนะ’ ที่นิยมปฏิบัติกันในวัดพุทธทั่วญี่ปุ่นในวันสิ้นปีนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ในพิธีจะมีการตีระฆังวัด 108 ครั้ง อันเป็นสื่อสัญลักษณ์ถึงกิเลส 108 ประการตามคำสอนในศาสนาพุทธแบบมหายาน  การตีระฆังเป็นเครื่องเตือนใจให้ละจากกิเลสเหล่านี้และเป็น
การเตรียมตัวให้เริ่มปีใหม่อย่างสดใสเป็นคนใหม่ บางวัดอนุญาตให้นักท่องเที่ยวตีระฆังได้หลังจากพิธีกรรมทางศาสนาเสร็จสิ้น ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าได้ตีแล้วจะโชคดี
 

 

5. ชมแสงแรกของพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันปีใหม่
ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อแดนอาทิตย์อุทัย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเชื่อว่าแสงอาทิตย์แรกในวันปีใหม่ ที่เรียกกันว่า’ฮัตสึชิโนะเดะ’มีมนตร์วิเศษ 
นำมาสู่ความเชื่อกันต่อมาว่า การอธิษฐานยามเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้าเป็นครั้งแรกในวันปีใหม่ จะนำโชคดีมาให้ และพรที่ขอจะสัมฤทธิ์ผลได้ดีหากทำต่อหน้าพระอาทิตย์ในสถานที่
ที่แสงอาทิตย์งดงามทรงพลัง  ด้วยเหตุนี้คนจำนวนมากจึงเดินทางไปตามภูเขาหรือชายหาดต่างๆ เพื่อเฝ้ารอพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อจะเริ่มปีใหม่อย่างสดใส
 

 

6. กินเลี้ยงอาหารยอดนิยมในวันปีใหม่
อาหารที่นิยมรับประทานกันในช่วงเทศกาลญี่ปุ่นมีอยู่สองประเภท หลักๆ คือ ‘โอะเซจิ’และ’โอะโซะนิ’ ซึ่งอร่อยเลิศทั้งคู่
โอะเซจิ มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยฮอยอัน (ค.ศ. 795- 1185) ในสมัยนั้นชาวญี่ปุ่นยัง มีความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่มากและเชื่อกันว่าการปรุงอาหารหรือใช้เตาไฟในช่วงสาม
วันแรกของปีใหม่จะนำโชคร้ายมาให้ ดังนั้นอะไรก็ตามที่รับประทานในช่วงนั้นจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนปีใหม่จะเริ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ อาหารหลักๆในมื้อโอะเซจินี้จึงต้องเป็นของ
ที่สามารถรักษาไว้ได้หลายหลายวันเช่นพวกของเคี่ยวตุ๋น หรืออาหารที่มีส่วนผสมที่เป็นของแห้ง หรือของหมักดองก็ได้  ยิ่งกว่านั้นอาหารแต่ละจานยังมีความหมายแฝงถึงอายุยืนยาว 
สุขภาพที่ดี ความอุดมสมบูรณ์ ความสุขและความหมายดีอื่นๆอีกมากมาย ถือได้ว่าเป็นกินอาหารพร้อมเพิ่มพูนโชคลาภในคราวเดียวกัน
ส่วนโอะโซะนิมีจุดเริ่มต้นมาจากพวกซามูไร เป็นอาหารต้มที่มีคุณค่าสารอาหาร สามารถปรุงได้ง่าย แม้ในสนามรบ แต่ที่มาเชื่อมโยงเป็นอาหารปีใหม่เริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 
จนถึงช่วงสิ้นสุดยุคมุโระมาชิ ส่วนผสมหลักที่โอะโซะนิทุกชามต้องมีคือแป้งโมจิ นอกเหนือจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับพ่อครัวแม่ครัวแต่ละคนว่าจะใส่อะไรลงไปต้มด้วยกันบ้าง 
สามารถปรุงได้หลากหลายและใช้ส่วนประกอบในแต่ละท้องถิ่นได้มากมาย หรือตามสูตรลับของแต่ละบ้าน
 


7. ดื่มสาเกสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ตามธรรมเนียมโบราณ
แรกเริ่มนั้นพิธีดื่มสาเกสมุนไพรที่เรียกว่า’โทโซะ’แพร่หลายอยู่ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่น สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะมารวมกันแต่เช้า เพื่อดื่มสาเกที่เสิร์ฟในชามซ้อนกันสามชั้น
ตามธรรมเนียมโบราณ สาเกที่ดื่มจะผสมสมุนไพรหลากหลายชนิด เชื่อกันว่าดื่มแล้วความเจ็บป่วยใดๆที่เป็นอยู่ในปีเก่าจะมลายหายไป แทนที่ด้วยอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง 
เหล้าสาเกนี้ดื่มกันเพื่อเฉลิมฉลองมากกว่าเพื่อดับกระหายจริงจัง ดังนั้นถ้าคุณมีโอกาสร่วมพิธีและไม่คุ้นกับรสชาติ แค่จิบเล็กน้อยก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
 

 

8. สวดอธิษฐานครั้งแรกของปีที่ศาลเจ้าหรือวัดใกล้บ้าน

ภายในสามวันแรกหลังปีใหม่ แม้แต่ชาวญี่ปุ่นคนที่ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนาหรือจิตวิญญาณอย่างจริงจังก็ยังเดินทางไปศาลเจ้าหรือวัดเพื่อสวดอธิษฐานประจำปี นี่เป็นธรรมเนียมที่นิยมกันมาก
ในช่วงนี้จะเห็นผู้คนต่อแถวกันแน่นขนัดเพื่อบริจาคเงินเล็กๆน้อยๆ(เชื่อกันว่า 5 เยนคือเลขนำโชคที่สุด) แก่วัดหรือศาลเจ้า พลางพึมพำอธิษฐานสำหรับปีที่กำลังเริ่มต้น และด้วยช่วงปีใหม่
ยังอยู่ในช่วงฤดูหนาว ศาลเจ้าจำนวนมากจะแจก ‘อะมาซาเกะ’ซึ่งเป็นเครื่องดื่มร้อนๆรสหวานนุ่มนวลทำจากข้าวหมักให้แก่ผู้มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นยังนิยมจับสลากเสี่ยงทายเพื่อรับคำทำนายประจำปี 
ตลอดจนซื้อเครื่องรางของขลังของปีที่กำลังมาถึงและคืนเครื่องรางเก่าจากปีก่อนให้วัดหรือศาลเจ้านำไปเผาในพิธีทางการต่อไป

 

 

9. ตรวจดวงชะตาประจำตัวด้วย ‘โอมิคุจิ’

หนึ่งในธรรมเนียมยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่คือการจับฉลากเสี่ยงทายที่วัดหรือศาลเจ้าเพื่อรับคำทำนายประจำปีว่าดวงในปีที่กำลังจะมาถึงนี้จะเป็นอย่างไร 
รรมเนียมนี้เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่าว่า‘โอมิคุจิ’ ใบเสี่ยงทายจะมีคำทำนายเป็นร้อยๆรูปแบบ แต่ละแผ่นจะบรรยายถึงโชคดี(หรือร้าย) ของแต่ละคน 
โดยมีรายละเอียดทั้ง เรื่องการเงิน สุขภาพ ความรัก และอื่นๆ หากคุณจับได้คำทำนายที่ไม่ดี คุณสามารถผูกคำทำนายอันนั้นไว้บริเวณที่วัดหรือศาลเจ้ากำหนด 
นัยว่าเพื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้ายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น

 


10. ซื้อเครื่องรางนำโชค ‘โอมาโมริ’ เพื่อความโชคดี

‘โอมาโมริ’ เป็นคำเรียกเครื่องรางของขลังของญี่ปุ่นแบบรวมๆ หาซื้อได้ตามวัดหรือศาลเจ้า โอมาโมริแต่ละชิ้น ทำขึ้นเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้าย 
เพื่อให้พบรักแท้ เพื่อส่งเสริมโชคลาภด้านการเงิน หรือเพื่อให้คลอดง่ายและปลอดภัย เป็นต้น และมีรูปแบบหลากหลาย แต่ที่พบได้ทั่วไป คือถุงผ้าปักขนาดเล็ก 
(ไม่ควรเปิดเพราะจะทำให้ความขลังความศักดิ์สิทธิ์ลดลง) และมีแบบที่เป็นลูกศรปราบมารที่เรียกว่า’ฮามายะ’ ข้อควรระวังคือห้ามเผาเครื่องรางของขลังเด็ดขาด 
คุณต้องนำไปทิ้งหรือวางคืนที่วัด เพื่อเผาตามพิธีการที่ถูกต้องเท่านั้น

.


11. แจกซองเงินให้ลูกหลานวัยละอ่อน

แม้ว่าการแลกเปลี่ยนของขวัญกันช่วงคริสต์มาสจะไม่ใช่สิ่งที่ทำกันทั่วไปในญี่ปุ่น แต่เด็กๆแดนปลาดิบก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะยังมีธรรมเนียมที่เรียกว่า ‘โอโตชิดามะ’ 
อยู่ พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่จะนำเงินสดใส่ซองมาแจกเด็กๆในครอบครัว (คล้ายแต๊ะเอียบ้านเรา) โดยจำนวนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามวัยจนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ 
(โดยปกติแล้วเด็กแต่ละคนในครอบครัวมักจะได้รับเงินจำนวนเท่าๆกัน เพื่อป้องกันความรู้สึกน้อยใจ) ของขวัญที่เป็นเงินอาจดูห่างเหินสักหน่อย 
แต่เด็กๆก็มีอิสระที่จะใช้เงินที่ได้มานี้ตามใจชอบ

 

 

12. สนุกกับการละเล่นและกิจกรรมตามประเพณี

ชาวญี่ปุ่นมีวิธีเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ต่างกันไปมากมาย แต่หนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมคือการละเล่นตามประเพณี เช่น ‘ฮะเนะสุกิ’ หรือเกมตีโต้ลูกขนไก่ 
โดยใช้ไม้ตีทำจากไม้วาดลวดลายสวยงาม(คล้ายแบดมินตันแต่ไม่ใช้ตาข่าย) นอกจากนั้นก็ มีเล่นว่าว เล่นเกม’คารุตะ’ ซึ่งเป็นเกมไพ่แบบโบราณ 
หรือจะร่วมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมเช่นการคัดลายมือหรือการอ่านบทกวีก็ได้ ส่วนกิจกรรมยอดนิยมสำหรับคนรุ่นเก่าคือ การชมการแสดงซิมโฟนี่หมายเลขเก้าของบีโธเฟ่น 
(น่าแปลกใจที่กิจกรรมนี้พัฒนาขึ้นมาจนผูกโยงแนบแน่นกับการฉลองปีใหม่ในญี่ปุ่นไปได้) 
หรือบางครอบครัวก็สนุกกับการใช้เวลาร่วมกันเล่นเกมส์กระดานต่างๆในบ้านของตัวเองก็เพียงพอแล้ว

 

 

13. ดูเชิดสิงโตแบบโบราณ

การเชิดสิงโตที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า’ชิชิมาอิ’ เป็นการแสดงที่รับมาจากจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง และสืบทอดต่อมาอย่างกลมกลืนอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น 
โดยรูปแบบอาจแตกต่างกันไปบ้างตามภูมิภาค การแสดงเชิดสิงโตนี้จะจัดตามศาลเจ้าและสถานที่ต่างๆทั่วญี่ปุ่นช่วงการเฉลิมฉลองปีใหม่ พร้อมไปกับการบรรเลงดนตรีตามเทศกาล เ
จ้าสิงโตนี้อาจดูดุร้าย แต่หากมัน ‘งับ’ หัวเด็กคนไหน ว่ากันว่าเด็กคนนั้นจะมีสุขภาพดีตลอดทั้งปี
 

 

14. ตั้งตารอฝันแรกของปีใหม่

นับตั้งแต่สมัยเอโดะเป็นต้นมา (ค.ศ. 1603 -1868) ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับฝันแรกของปีเป็นอย่างมาก ตามธรรมเนียมแล้วต้องเป็นฝันที่เกิดขึ้นในคืนวันที่1 เชื่อมต่อถึง 2 
มกราคมเท่านั้น (เพราะคืนก่อนหน้าผู้คนต่างเฉลิมฉลองและคงไม่ได้นอนกันนัก) เชื่อกันว่าสิ่งที่คุณเห็นในคืนแรกของปีจะเป็นสิ่งพยากรณ์ว่าชีวิตของคุณในปีนั้นนั้นจะเป็นอย่างไร 
ถ้าคุณฝันถึงภูเขาไฟฟูจิ, เหยี่ยว, หรือมะเขือม่วง ตีความได้ว่าปีนั้นคุณจะโชคดีสุดๆ

 

 

Give More With Sushi Moment
 

 

Back to Blog